สูตรลดน้ำหนัก เทคนิคลดความอ้วน หน้าแรก สารบัญเว็บไซต์ ติดต่อโฆษณา
เทคนิคการลดน้ำหนัก สาระเพื่อสุขภาพ ความรักและ sex หางานพริตตี้
ออนไลน์พร้อมคุณขณะนี้ 178 คน
 
䫵
 

 
 
 

ควรหรือไม่...ใช้แป้งที่จุดซ่อนเร้น

รูปภาพประกอบ : ควรหรือไม่...ใช้แป้งที่จุดซ่อนเร้น
 

พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ สูตินรีแพทย์

หลายคนนิยมทา แป้งโรยตัวเพราะทาแล้วรู้สึกว่าผิวเนียน เนื้อนวล แถมมีกลิ่นกลุ่นหอมละมุนอีกต่างหาก ใครๆ ก็เลยนิยมใช้แป้งกันอย่างแพร่หลาย ใช้กับทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่หน้าจนถึงฝ่าเท้า ไม่เว้นกระทั่งก้นและจุดซ่อนเร้นซึ่งผู้หญิงส่วนมากให้ความเห็นว่า ช่วยให้แห้งสบายจากความชื้นโดยเฉพาะเมื่อใช้แผ่นอนามัยรองซึมซับกันเปื้อน ใช้กันตั้งแต่เด็กแบเบาะจนแก่เฒ่า แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับการใช้ชีวิตเลยก็ได้ แต่ใช้กันมากขนาดนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่ามันจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพบ้างไหม?



ก่อนอื่นมาดูกันว่าแป้งโรยตัวทำมาจากอะไร?
คำ ว่า แป้ง ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Talc มันคือแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นหินที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า soapstone หรือ steatite ส่วนประกอบทางเคมีก็คือ hydrate magnesium silicate แต่มันอาจมีสารอื่น เช่น คลอไรต์ (chlorite) ร่วมด้วย เรารู้จักแป้งกันดีเมื่อมันถูกนำมาใช้งานในรูปของผงฝุ่นแป้ง และเพราะคุณสมบัติของแป้งที่ดีในเรื่องของการทนไฟทนกรด ต้านทานต่อการนำไฟฟ้า ช่วยการผสมผสานและดูดซึมซับความชื้นทำให้พื้นผิวที่มันเคลือบอยู่แห้ง เนียนลื่นไม่ดูดติดกันเป็นสิ่งที่ทำให้มันถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทุกวงการทั้ง ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะทำสี ทำสารหล่อลื่น เซรามิคกันไฟ แก้ว ยาขัดล้างทำความสะอาด กระดาษ ยาง ฯลฯ จนถึงยาและเครื่องสำอาง ตั้งแต่แป้งฝุ่นทาหน้า แป้งเด็ก สบู่ ครีมทาผิว น้ำยาดับกลิ่นตัว ฯลฯ เมื่อใช้แป้งกันมากมายในชีวิตประจำวันแล้วจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ หรือไม่?



อันตรายต่อสุขภาพปอด
เวลาทา แป้งตอนโรยแป้ง ผงแป้งจะลอยละล่องในอากาศ และถ้าผงฝุ่นแป้งถูกสูดเข้าทางเดินหายใจทีละเล็กทีละน้อยเป็นเวลานานๆ มันก็อาจจะสะสมอยู่ในปอด โดยที่เซลล์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน เราเรียกภาวะนี้ว่า pneumoconiosis ทำให้มีปัญหากับการหายใจ และถ้าสูดเข้าครั้งละมากๆ เช่น การสำลักผงแป้งเข้าไป ก็มีรายงานหลายชิ้นบอกว่า มีเด็กทารกที่ปอดอักเสบและตายจากสาเหตุนี้ สรุปว่าแป้งอาจทำให้ปอดมีปัญหาได้
แป้งไม่ทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด เว้นแต่ว่าแป้งนั้นจะมีใยหินแอสเบสตอส (Asbestos Fibers) ผสมอยู่ด้วย แป้งที่ใช้ทั่วไปไม่มีแอสเบสตอส และแป้งที่มีแอสเบสตอสอยู่ก็มีจากแห่งเดียวในแหล่งแป้งของอเมริกา ซึ่งทำเหมืองในกิจการของการค้นคว้าวิจัยเท่านั้นไม่เอามาใช้ในอุตสาหกรรม อื่นๆ
อันตรายต่อสุขภาพรังไข่


เพราะการใช้แป้งที่ก้นกับ อวัยวะเพศมีมากจนเป็นแฟชั่นฮิตอีกอย่างหนึ่ง ในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1970 ก็เลยมีการสงสัยว่าแป้งทำให้เกิดมะเร็งที่รังไข่ได้หรือไม่? ก็มีคนทำการค้นคว้าและย้อนถามพบว่า คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ 43% ที่ใช้แป้งอย่างมากมายกับอวัยวะเพศ แต่พวกที่ไม่ได้เป็นมะเร็งรังไข่ 28% ก็มีการใช้แป้งกับอวัยวะเพศเช่นกัน มันทำให้อัตราเสี่ยงมีมากถึงเกือบ 2 เท่า และมีอีกมากมายกว่า 30 รายการค้นคว้าที่ได้ผลประมาณว่าเป็นแบบเดียวกันนี้ บางรายงานสรุปความเสี่ยงมากถึง 2.5 เท่า


หลังจากปี ค.ศ. 1973 ในสหรัฐอเมริกาก็ออกกฎหมายบังคับให้แป้งที่ใช้ทาตัวและเครื่องสำอางต้องปราศ จากแอสเบสตอส (เพราะคิดว่าอาจเป็นเพราะแอสเบสตอสทำให้เกิดมะเร็งที่ปอดและมะเร็งที่เยื่อ บุในช่องปอดและช่องท้อง) แต่ก็ยังมีรายงานในปีถัดมาเรื่อยๆ ว่ามีโอกาสเสี่ยงเกิดมะเร็งที่รังไข่สูงขึ้น 33% ในพวกที่ใช้แป้งกับอวัยวะสืบพันธุ์ และมีรายงานหนึ่งที่พบว่าต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกรานของคนไข้ที่เป็น มะเร็งระยะที่ 3 ของรังไข่แบบ papillary serous มีเจ้า talc อยู่ในนั้น


สรุป ว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องของการใช้แป้งที่บริเวณอวัยวะเพศและทำให้เกิด มะเร็งของรังไข่แบบเซลล์บุพื้นผิว (epithelial cancer)โดยอาจเป็นไปได้ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอดมดลูก และท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง และด้วยความเชื่อที่ว่า talc เป็นอินออร์แกนิค (สารอนินทรีย์) จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน ขณะนี้แป้งที่ใช้โรยตัวและเครื่องสำอางในอเมริกาไม่ได้ใช้ talc แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวโพด (corn starch) ซี่งเป็นสารออร์แกนิค (สารอินทรีย์) สามารถย่อยสลายตัวในคนได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า ถึงตอนนึ้ยังไม่มีรายงานว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้แป้งข้าวโพดกับการ เกิดมะเร็งที่รังไข่



แป้งไทยมีส่วนผสมต่างจากแป้งเมืองนอกหรือไม่?
แป้ง โรยตัวและเครื่องสำอางที่เมืองไทยทำจาก talc เชื่อว่าไม่น่าจะมีใยหินหรือแอสเบสตอสปนเปื้อน แต่เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องของ มะเร็งรังไข่ดั่งรายงานทางการแพทย์ที่มีมากมาย ดังนั้นแม้แต่แป้งในอเมริกาที่เปลี่ยนไปใช้แป้งข้าวโพดแล้วก็ตาม กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรใช้แป้งหรือโลชั่นกับอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้น...

# เด็กๆ ที่ต้องใส่ผ้าอ้อม สาวๆ ที่ใช้ผ้าอนามัยยามมีประจำเดือน หรือหญิงวัยทองที่มักเคยชินทาแป้งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อยู่เสมอนั้น ที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป ใครทำอยู่ก็เลิกเสียดีกว่าค่ะ
# การดูแลสุขลักษณะบริเวณอวัยวะ เพศและก้นไม่ให้อับชื้นก็คือ การล้างด้วยสบู่อ่อนแล้วล้างน้ำให้หมดสบู่ ตามด้วยการซับให้แห้งก่อนใส่ผ้าอนามัยชิ้นใหม่ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมและผ้าอนามัยบ่อยๆ จะได้ไม่เหนอะตัว และไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
# ถ้ารู้สึกว่ามีอาการแสบคัน บริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ ให้สังเกตและดูแลเรื่องของความชื้น หรือการแพ้ผ้าอนามัย หรือการใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป หรืออาจมีการติดเชื้อก็ได้ อย่านิ่งนอนใจควรไปปรึกษาแพทย์
# เมื่อรู้สึกอยากจะใช้แป้งกับอวัยวะเพศ ก็ให้นึกว่า อย่าเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับรังไข่ในอนาคตจะดีกว่า
# ถ้ารู้สึกไม่สบายและอับชื้นบริเวณจุดซ่อนเร้นอาจใช้วาสลีนหรือยูเรียช่วยทาเคลือบผิวและเปลี่ยนแผ่นอนามัยบ่อยๆ
# ถ้าไม่มีประจำเดือนก็ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยรองกันเปื้อนเพราะพบได้บ่อยๆ ว่ามีอาการแพ้และผื่นขึ้นได้บ่อย
# สำหรับการทาแป้งให้เด็กๆ คุณแม่ที่ชอบบีบแป้งใส่อุ้งมือและทาไปยังบริเวณก้นและอวัยวะเพศของเด็กทีละมากๆ ควรเลิกพฤติกรรมนี้ดีกว่าค่ะ
# ถ้าจะใช้แป้งทาที่อื่นๆ ในร่างกายก็เทแป้งครั้งละน้อย และพยายามอย่าให้ฟุ้งในอากาศ เพราะจะปนเปื้อนเข้าปอดทั้งของคุณและเด็ก
# ไม่ควรให้เด็กถือกระป๋องแป้งเขย่าเล่น เพราะอาจหกใส่และสำลักหายใจเอาแป้งเข้าปอดและปอดอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงมีโอกาสถึงตายได้ค่ะ


ดัง นั้นทุกครั้งที่ทาแป้ง ก็ควรใช้ทีละน้อยๆ และทาในบริเวณที่เหมาะสมนะคะ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญช่วยประหยัดเงินในการซื้อแป้งเป็นโหลๆ อีกต่างหาก


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

 
เข้าอ่านแล้ว : 29216 ครั้ง
ส่งต่อ : ควรหรือไม่...ใช้แป้งที่จุดซ่อนเร้น
HTML โค้ดสำหรับแชร์ไปยังเว็บของคุณ:
BB CODE สำหรับเว็บบอร์ด:

 
 
เรื่องล่าสุดของหมวดหมู่นี้
 
สะพายกระเป๋าหนักไป...ทำร้ายสุขภาพ
สาวๆ รู้ไหมว่า กระเป๋าสะพายใบสวยสุดอินเทรนด์ที่สาวๆ เลือกใช้กันอยู่ในทุกวันนี้นั้น หากไม่เลือกและใช้ให้ถูกวิธี จะกลับกลายเป็นภัยร้ายทำลายสุขภาพอย่างหนึ่งที่คุณอาจนึกไม่ถึง วันนี้เราจึงมีคำแนะนำในการเลือกใช้กระเป๋าสะพายเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพมาฝากกัน
ยาระบาย กับการลดน้ำหนัก
ยาระบายหรือยาถ่าย คือกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ช่วยระบาย ให้มีการขับถ่ายอุจจาระออกจากร่างกาย หรือถ่ายหนัก ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการท้องผูก ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แต่ก็มีการนำมาใช้เพื่อลดน้ำหนัก
เรื่องของขา...ค่ะ
สาว ๆ ที่มีขาเรียวสวย ปราศจากรอยตำหนิมักชอบที่จะนุ่งกระโปรงสั้นอวดเรียวขา แต่ทว่าในบางกรณีก็มีสาเหตุมาบั่นทอนความงามของเรียวขา จนคุณขาดความมั่นใจที่จะสวมกระโปรงสั้นอีกต่อไป เช่น ปัญหาเส้นเลือดขอด เป็นต้น
บรรเทาอาการแย่ๆ ระหว่างไดเอ็ตอย่างไร
เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเราลดปริมาณ แคลอรีและจำกัดอาหาร ก็อาจจะทำให้คุณต้องเผชิญกับอาการเหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้คุณรู้สึกท้อ
สีของประจำเดือน
เมื่อมีสีคล้ำไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนตอนอายุประมาณ 12-13 ปี แต่ในปัจจุบันมีเด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เริ่มมีประจำเดือนเร็วกว่านั้น
อ้วน! ระวัง ไขมันคั่งในตับ
โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง
เลือกเสื้อผ้าอย่างไรให้เข้ากับ....คนรูปร่างอ้วน
แฟชั่นเสื้อผ้าคนอ้วนสไตล์เก๋ๆ สำหรับผู้หญิงไซส์อวบ คนอ้วน อย่างเรา บางครั้งก็ยังทำให้เรากังวลใจอยู่ไม่ใช่น้อย แม้ว่าเดี๋ยวนี้เสื้อผ้าคนอ้วนจะมีแบบแฟชั่น หรือสไตล์เสื้อผ้าเก๋ๆ ให้เลือกเพียบกว่าแต่ก่อนอยู่มาก
กระเจี๊ยบแดง-พุทราจีน ลดไข้มันในเลือด
เมนูเครื่องดื่มสุขภาพ น้ำกระเจี๊ยบแดงและพุทราจีน ที่ช่วยลดไขมันในเลือด หินปูนในหลอดเลือด และบำรุงเยื่อหุ้มหัวใจ เผื่อผู้อ่านรักษ์สุขภาพจะได้นำไปลองปรุงดื่มกันดู
ผู้หญิงกับโยคะ
โยคะ ช่วยให้มีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิต การฝึกท่าโยคะต่างๆช่วยให้ร่างกายแข็งแรง การผ่อนคลายโดยการปล่อยวาง และการฝึกสมาธิ
เรื่องจริง! ศัลยกรรมที่ควรรู้ก่อนขึ้นเขียง
การที่ศัลยกรรมกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ทำให้มันดูเป็นเรื่องไม่อันตรายต่อสายตาคนทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศัลยกรรมก็คือการผ่าตัด
 
 
สูตรลดน้ำหนัก และ วิธีลดความอ้วน เรารวบรวมสูตรและเทคนิคการลดน้ำหนักมากมายไว้ที่นี่เพื่อคุณ รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอีกมากมาย